การบริหารคลัง  เป็นการศึกษาถึงหลักการวิธีการจัดหารายรับ(government revenue) 

การใช้จ่ายของรัฐบาล (government expenditure)  

หนี้ของรัฐบาลหรือหนี้สาธารณะ (government debt or public debt)

นโยบายการคลัง (fiscal policy)และการบริหารการคลัง (financial administration)  

ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อ

การใช้ทรัพยากรภาวการณ์บริโภคและการผลิตของประชาชนอย่างรอบด้าน    

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/1.htm   

ความหมายของการคลัง 

 

นโยบายการคลัง  เป็นนโยบายทางด้านรายรับและรายจ่ายของรัฐบาล

รายรับของรัฐบาลได้มาจากการเก็บภาษีอากร เงินกู้และเงินคงคลัง

ส่วนรายจ่าย ได้แก่ การใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐในแต่ละปี

รัฐบาลจะประมาณการ รายรับและรายจ่ายของปีต่อไป ไว้ล่วงหน้า

เรียกว่า งบประมาณประจำปี

นโยบายการเงิน  เป็นนโยบายในการควบคุมปริมาณเงินให้มีความเหมาะสมตาม

ภาวะเศรษฐกิจเพื่อปรับการหมุนเวียนของปริมาณเงินในตลาดไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป

ถ้าในขณะใดปริมาณเงินเพิ่มในอัตราเร็วกว่าการเพิ่มของสินค้าและบริการเป็นอย่างมาก

ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ ในทางตรงกันข้ามถ้าในขณะใด

ปริมาณเงินลดลงในอัตราเร็วกว่าการลดของสินค้า และบริการเป็นอย่างมาก

ก็จะเกิดภาวะเงินฝืด นอกจากนี้การเพิ่มหรือลดของปริมาณเงินยังมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย

การลงทุน และการจ้างงาน ตลอดจนผลกระทบอื่นต่อระบบเศรษฐกิจ

การดำเนินนโยบายการเงินจึงต้องทำให้ปริมาณเงินและ

อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ 

 

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/4.htm   

นโยบายการคลัง/นโยบายการเงิน.

 

 

รายได้ของรัฐบาล  หมายถึงรายได้ที่นำส่งคลังในแต่ละปีงบประมาณประกอบด้วย

รายได้จากภาษีอากร รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ

รายได้จากรัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ ซึ่งถ้าพิจารณาตามประมาณ

การรายรับประจำปีงบประมาณ 2542  

ของรัฐบาลไทย จะพบว่า มีการจำแนกรายได้ตามประเภทของการจัดเก็บ

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/6.htm   

 รายได้ของรัฐบาล.

 

รายจ่ายของรัฐบาล  เป็นรายการที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เ

นื่องจากเป็นรายจ่ายที่สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการ

และความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เช่น ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง

รัฐบาลอาจจะลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพทางด้านราคาให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ

หรือช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรัฐบาลอาจจะต้องใช้จ่าย

เพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว เป็นต้น นอกจากนี้

รายจ่ายของรัฐบาลยังช่วยในการจัดสรรรายได้ไปสู่กลุ่มบุคคลต่าง ๆ

ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายในการกระจายรายได้อีกด้วย 

http://st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/7.htm   

รายจ่ายของรัฐบาลและการจำแนกรายจ่าย 

 

 งบประมาณของรัฐบาล

งบประมาณ (Budget) หมายถึง การแสดงรายการรับและรายการจ่ายทั้งหมดที่ เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วรายรับจะเกิดจากการเก็บภาษีและการกู้ยืม ส่วนรายจ่ายจะประกอบด้วย การซื้อสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายต่าง ๆ ในตลาดผลผลิต และ การใช้จ่ายในรูปเงินโอน เช่น เงินที่เกี่ยวกับการสงเคราะห์สังคมต่าง ๆ เป็นต้น

สำหรับการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละปีอาจจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ

1. งบประมาณเกินดุล (Surplus Budget) หมายถึง การจัดทำงบประมาณในลักษณะที่มีการกำหนดให้รายรับสูงกว่ารายจ่าย ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่รัฐบาลเห็นว่า ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวสูงและอาจจะมีปัญหาราคาสินค้าโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องลดการใช้จ่าย เพื่อเป็นการลดความสามารถในการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ เป็นต้น

2. งบประมาณสมดุล (Balanced Budget) หมายถึง การจัดทำงบประมาณ ในลักษณะที่มีการกำหนดให้รายรับเท่ากับรายจ่าย ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่รัฐบาลเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับค่าใช้จ่ายรวมของระบบเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยจะปล่อยให้ ผลิตภัณฑ์ประชาชาติขึ้นอยู่กับระดับการใช้จ่ายของภาคเศรษฐกิจอื่น เช่น ภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ และในกรณีที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจบางประการเกิดขึ้นก็อาจจะเลือกใช้นโยบาย การเงินแทน

3. งบประมาณขาดดุล (Deficit Budget) หมายถึง การจัดทำงบประมาณในลักษณะที่มีการกำหนดให้รายรับน้อยกว่ารายจ่าย และรัฐบาลจะต้องมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลนั้น จะเกิดขึ้นในกรณีที่รัฐบาลเห็นว่าระบบเศรษฐกิจมีการชะลอตัวลง จึงต้องกระตุ้นให้มีการจ้างงาน การผลิตสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการจัดงบประมาณขาดดุลจะเป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้นและในขณะเดียวกันก็จะเก็บภาษีให้ต่ำกว่ารายจ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการใช้จ่ายของภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น ภาคครัวเรือน และ ภาคธุรกิจ เป็นต้น เพื่อให้ระดับค่าใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้นโดยในที่นี้ อาจจะแสดงโครงสร้าง งบประมาณของประเทศไทยได้ ดังตารางที่ 7.1

ตารางที่ 7.1 แสดงโครงสร้างงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2542 ของประเทศไทย

โครงสร้างงบประมาณ

จำนวน (ล้านบาท)

เพิ่ม/ลด (ร้อยละจากปีก่อน)

1. วงเงินงบประมาณรายจ่าย

(สัดส่วนต่อ GDP)

- รายจ่ายประจำ

(สัดส่วนต่องบประมาณ)

- รายจ่ายลงทุน

(สัดส่วนต่องบประมาณ)

- รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้

(สัดส่วนต่องบประมาณ)

2. รายรับ

(สัดส่วนต่อ GDP)

  • รายได้
  • เงินกู้

3. ผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น (GDP)

825,000.00

14.80

587,012.80

71.20

232,637.00

28.20

5,350.20

0.60

825,000.00

14.80

800,000.00

25,000.00

5,583,000.00

3.10

 

14.60

 

-9.30

 

-82.90

 

5.50

ที่มา : สำนักงบประมาณ, กระทรวงการคลังและสำนักคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ

 

ระบบเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับรัฐบาล

         ระบบเศรษฐกิจ   คือ หน่วยเศรษฐกิจและหน่วยธุรกิจรวมตัวกัน  เพื่อดำเนิน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ  ภายใต้รูปแบบของการปกครอง  จารีต  ประเพณี  สังคม
วัฒนธรรมของแต่ละประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยตัดสินปัญหาพื้นฐาน
ของระบบเศรษฐกิจทุกระบบให้บรรลุเป้าหมาย ึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาล  
 จะต้องกำหนดรูปแบบทางเศรษฐกิจ  ออกระเบียบข้อบังคับ  และมีวิธีการควบ
มการ ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เหมาะสม  และเป็นผลดีต่อประเทศ  
        ระบบเศรษฐกิจ  แบ่งเป็น 4 ระบบใหญ่ ๆ คือ ระบบทุนนิยมหรือเสรีนิยม จะ
ให้สิทธิแก่เอกชนในการตัดสินใจดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่  
 ระบบสังคมนิยม  จะมีการวางแผนจากส่วนกลาง รัฐจะต้องเป็นผู้กำหนด
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ  ระบบคอมมิวนิสต์ ทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของรัฐ ภาค
เอกชนไม่มีสิทธิเป็นจ้าของปัจจัยการผลิด  และระบบผสม  ส่วนใหญ่เป็นระบบ
เศรษฐกิจแบบผสม ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ ครัวเรือน ธุรกิจ และรัฐบาล 
          หน้าที่ของแต่ละบุคคลในระบบเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจหน่วยหนึ่ง ๆ
ประกอบด้วยบุคคลจำนวนมาก บุคคลเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่ต่างกัน คือ ผู้ผลิตหรือ
หน่วยธุรกิจ  ทำหน้าที่ในการผลิตสินค้าและบริการ  โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้
กำไรสูงสุด เจ้าของปัจจัยการผลิต  บุคคลที่มีสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมาย
เช่น ทรัพย์สิน ทุน ที่ดิน แรงงาน มาให้ผู้ผลิต โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีรายได้มาก
ที่สุด  ผู้บริโภค เป็นผู้ใช้สินค้าหรือบริการ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้รับความพอ
ใจในการแลกเปลี่ยนกับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายไป

 แหล่งที่มา http://lpn.nfe.go.th/web_lpn8/unit2.htm

 

 

เราเห็นมีคนในนี้อยากเหนนะคะ เราเลยไปหามาให้ดู

Credit:Fw.Mail,oknation คะ

 

1)ลองพับครึ่งธนบัตรใบละ 20 เหรียญแบบใหม่นะคะ

 

 

2) พับอีกทบนึงตามที่แสดงไว้ข้างล่างนี้คะ

 

 

3) พับตลบมาอีกฝั่ง ตามรูป

 

 

4) จากนั้นลองพลิกดูอีกด้านนึง

 

 

บังเอิญสุดประมาณ

 

แค่พับแบ๊งค์ธรรมดา

 

กลับกลายเป็นภาพลางบอกเหตุวินาศกรรมที่พิมพ์อยู่บนใบละ 20 เหรียญ

 

คิดเองละกันว่ามันบังเอิญละเปล่า

 

ถ้ายังไม่พอ เราลองมาดูกันต่อนะคะ


* ตอนแรกก็รูปเพนตากอน ไฟไหม้



* จากนั้นก็เป็นตึกแฝด

 


 

* และ .. ตอนนี้ ดูนี่....

 



บังเอิญซ้ำสาม บนธนบัตรใบละ 20 เหรียญ

พับด้านหลัง 3 ตลบ - ตัวหนังสืออ่านได้ว่า "โอสะมะ"

 

มันกว่านั้นอีก.... เก้า บวก สิบเอ็ด เท่ากับ 20 เหรียญ ..


*0* *0* *0*


 

นานาจิตตังคะ

 

ทำดีเพื่อพ่อ

posted on 26 Feb 2009 15:34 by kipkea50

 

 

แนะนำ 8 วิธีง่ายๆ ในการทำดีโดยเริ่มจากตัวเอง

 

 ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด และสามารถทำได้ทุกวัน

 

วิธีที่ 1 ทำดีง่ายๆ เริ่มต้นที่กายแข็งแรง เมื่อกายแข็งแรงแล้ว

 

จะเป็นจุดเริ่มให้ทำความดีมากยิ่งขึ้น

 

 

วิธีที่ 2 ทำดีง่ายๆ ทำใจให้เป็นสุข

 

ด้วยการรู้จักลด ละ เลิกอบายมุข

 

ทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติด

 

ชำระใจให้สะอาด มีสติเป็นเครื่องเตือนใจ

 

เพื่อดำเนินชีวิตให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

 

วิธีที่ 3 ทำดีง่ายๆ กับครอบครัวและคนใกล้ตัว

 

โดยรู้จักการแบ่งปัน หยิบยื่นความรักและความปรารถนาดีแก่ผู้อื่น

 

 ผิดใจก็รู้จักให้อภัย ชื่นชมและให้กำลังใจกันเสมอ

 

วิธีที่ 4 ทำดีง่ายๆ ด้วยการอาสาช่วยเหลือสังคม

 

รู้จักการเสียสละเวลา พละกำลังเป็นอาสาสมัคร

 

เพื่อส่วนรวม เป็นการทำความดีอย่างมีความสุขโดยไม่หวังผลตอบแทน

 

วิธีที่ 5 ทำดีง่ายๆ ห่วงใยสิ่งแวดล้อม

 

ลดการเพิ่มขยะใช้ถุงพลาสติคที่ไม่จำเป็น

 

ท่องให้ขึ้นใจใช้ถุงผ้า รีไซเคิล จะทิ้งต้องลงถัง

 

เก็บกวาดให้สะอาด ที่ทำงานสดใส สังคมก็จะน่าอยู่

 

วิธีที่ 6 ทำดีง่ายๆ ปลูกต้นไม้ถวายเป็นพระราชกุศล

 

มีส่วนร่วมในการช่วยลดภาวะโลกร้อนแบบง่ายๆ

 

ปลูกต้นไม้คนละต้น

 

ปลูกทุกครั้งเมื่อมีโอกาส

 

วิธีที่ 7 ทำดีง่ายๆ รักพ่อต้องพอเพียง ประหยัด

 

และอดออมให้ขึ้นใจ ยิ่งใช้น้อย ยิ่งเหลือเก็บมาก

 

จ่ายในสิ่งที่จำเป็น เมื่อใช้จ่ายอย่างพอดี

 

บริโภคอย่างพอเพียง ชีวิตจะสุขเพียงพอ

 

วิธีที่ 8 ทำความดีง่ายๆ ด้วยการให้และบริจาค

 

รู้จักเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ เสียสละสิ่งของ

 

ทรัพย์ โลหิต อวัยวะ ตามกำลัง

 

ด้วยการให้ด้วยใจบริสุทธิ์ส่วนรวมย่อมจะพบกับ

 

 

ความสุขสบายใจอย่างแท้จริง

 

ทำดี ไม่ต้องรอโอกาส เพื่อทุกๆ ความดีที่ทำ

 

คือ ของขวัญจากใจพ่อที่ชื่นใจ